ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
มกราคม 06, 2009, 11:38:03 AM
101542 กระทู้ ใน 17811 หัวข้อ โดย 4981 สมาชิก
สมาชิกล่าสุด: wit007clash
Mornor.com | Boards  |  หมวดหมู่เด็ก มอนอ  |  บอร์ดเด็ก มอนอ  |  บทสัมภาษณ์ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ เรื่อง "ธรรมศาสตร์กับการออกนอกระบบ" « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: บทสัมภาษณ์ ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ เรื่อง "ธรรมศาสตร์กับการออกนอกระบบ"  (อ่าน 603 ครั้ง)
ble
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เพศ: ชาย

Rank: ******

กระทู้: 1826

EXP: เทพเจ้าห้องเชียร์






Popular: +423/-196

ดูรายละเอียด
« เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2007, 02:59:40 PM »

ที่มา http://gotoknow.org/blog/9nuqa/144336

มหาวิทยาลัยนอกระบบหรือมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐคืออะไร??

          เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐรูปแบบหนึ่งซึ่งมีระบบการบริหารเฉพาะ  ไม่เป็นส่วนราชการ  แต่เป็นหน่วยงานของรัฐในรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ราชการ  ซึ่งวันนี้ภาษาในทางกฎหมายและการบริหารเราเรียกว่า  "องค์กรมหาชน"  รูปแบบนี้มีอยู่ในเมืองไทยมานานแล้ว  แต่ว่าแนวคิดที่จะจัดระบบว่าเป็นแบบองค์การมหาชนเพิ่งเกิดขึ้นมาไม่นาน สัก 10 ปีมานี้  ที่จะมีชื่อเฉพาะ  องค์การแบบนี้เช่น

    * ธนาคารแห่งประเทศไทย
    * สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
    * สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช) ที่อยู่ข้างๆ ธรรมศาสตร์
    * โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
    * โรงพยาบาลบ้านแพ้ว
    * สถาบันว่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

          พวกนี้เป็นหน่วยงานของรัฐแต่ว่าไม่เป็นส่วนราชการ  และก็ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ  เป็นองค์การมหาชน  ซึ่งเป็นรูปแบบที่ 3 ขององค์การของรัฐ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ble
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เพศ: ชาย

Rank: ******

กระทู้: 1826

EXP: เทพเจ้าห้องเชียร์






Popular: +423/-196

ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2007, 03:02:03 PM »

ที่มา http://gotoknow.org/blog/9nuqa/144354

มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐต่างจากระบบราชการอย่างไร??

          ก็ไม่เป็นราชการ  มีความเป็นนิติบุคคล  มีกรรมการบริหาร  ได้รับงบประมาณแผ่นดินเหมือนราชการ  แต่ได้รับงบประมาณแผ่นดินในลักษณะที่เป็น Block Glance  เป็นเงินอุดหนุนเป็นก้อน  (ไม่ได้เป็นแบบที่เราเรียกว่า ราย item  ก็คือ แจกแจงรายการ  อันนี้ทำอย่างนี้  ต้องทำแบบนี้เท่านั้น  ห้ามทำอย่างอื่น  ซื้อโต๊ะ ซื้อเก้าอี้ ต้องซื้อครุภัณฑ์เท่านั้น) คือได้เงินมาก้อนแล้วก็จะไปทำอะไรก็แล้วแต่ระบบบริหารของที่นั้นๆ จะกำหนดว่าใครเป็นคนตัดสินใจ  ซึ่งในระบบมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ก็คือสภามหาวิทยาลัย  ที่จะเป็นคนกำหนดว่าจะนำเงินก้อนนั้นไปทำอะไร ส่งอาจารย์ไปเรียนเมืองนอก  หรือจะสร้างตึก หรือจะทำห้องสมุด  สภามหาวิทยาลัยจะเป็นคนตัดสินใจเอง

          ของธรรมศาสตร์ปีนี้ก็คือ 2,050 ล้าน เค้าก็จะไม่บอกว่า 100 ล้านต้องไปจ้างคนจำนวนเท่านี้  200ล้าน ต้องไปสร้างอาคาร  300ล้านไปเป็นค่า OT ค่าเบี้ยเลี้ยง   อีก 500 ล้านเป็นค่าจัดการศึกษาเรื่องนั้นเรื่องนี้  เป็นค่าตอบแทนอาจารย์พิเศษ  เค้าก็จะไม่บอก    เค้าก็จะบอกธรรมศาสตร์เอาไป 2,050 ล้าน แล้วคุณไปคิดเองว่าจะจ่ายอะไร  ให้สภามหาวิทยาลัยเป็นคนตัดสินใจ  นี่คือความแตกต่าง


ก็เหมือนกับองค์กรเอกชน ?

          ไม่ใช่  ไม่เหมือน  เพราะว่าได้รับงบประมาณแผ่นดิน  แล้วก็ต้องรายงาน  ก็ต้องถูกตรวจสอบการใช้จ่าย  คือเวลาคุณกำหนดว่าคุณจะทำนั่นทำนี่ก็กำหนดได้  แต่วิธีการใช้จ่ายก็ต้องมีคนจ่าย  มีระบบการตรวจสอบ  การซื้อการจ้างก็เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ  การปฏิบัติงานก็ต้องถูกตรวจสอบ  ผู้บริหารก็เป็นคนที่ต้องอยู่ใต้อำนาจ คปช. ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน  ถูก ปปช. เรียกไปถาม  สตง.เรียกไปตรวจสอบได้  เวลามีคนร้องเรียนว่าทำไมใช้เงินแบบนี้  ทำไมใช้เงินนอกวัตถุประสงค์  ใช้เงินในลักษณะที่แพงกว่าเป็นจริง  ซื้อของที่เค้าซื้อกัน 500 ที่นี่ซื้อกัน 2,000 ต้องตอบคำถามของ สตง. เพราะฉะนั้น  เป็นเอกชนหรือไม่...  ไม่.....เป็นเอกชนในความหมายเหมือนกันคือ  ตัดสินใจเองในวงเงินที่เค้าให้  ส่วนเค้าจะให้ปีหน้าหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าปีนี้ใช้ไปแล้วมีปัญหาหรือไม่  ตอบคำถามได้หรือไม่  มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่   เหมือนเอกชน คือเหมือนในแง่ที่ว่า  เมื่อได้เงินมาแล้วตัดสินใจเองว่าจะใช้เงินอย่างไรแต่อยู่ภายใต้ระบบควบคุมตรวจสอบ  และก็ต้องรายงานผลเพราะปีหน้าต้องไปขอเค้าใหม่อีก  เพราะฉะนั้นถ้าปีนี้ทำอะไรไม่ได้เรื่อง  ปีหน้าเค้าก็บอกว่าเอาไปแค่ 1,200 ก็แล้วกัน  แต่เอกชนหาเงินเอง   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 29, 2007, 03:03:43 PM โดย ble » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ble
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เพศ: ชาย

Rank: ******

กระทู้: 1826

EXP: เทพเจ้าห้องเชียร์






Popular: +423/-196

ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2007, 03:05:15 PM »

ที่มา http://gotoknow.org/blog/9nuqa/144410

ข้อดีของมหาวิทยาลัยนอกระบบคืออะไร??

          ข้อดีก็คือ  มหาวิทยาลัยไม่ได้ตกอยู่ใต้ระบบเดียวกับราชการ  โดยธรรมชาติงานมหาวิทยาลัยไม่ใช่งานราชการอยู่แล้ว  ถ้าถามว่างานราชการมันมีลักษณะเด่นชัดอย่างไร  ก็จะเห็นลักษณะเด่นของราชการสองสามเรื่อง คือ

   1. ราชการโดยธรรมชาติตั้งแต่เริ่มต้น  ราชการเป็นเรื่องที่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ  เพราะฉะนั้นมันอาจจะขัดกับประโยชน์ส่วนตัวของเอกชนบางราย  งานราชการจึงเป็นงานที่มักจะให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจบังคับคนอื่น
   2. ราชการจะมีลักษณะร่วมกันข้อหนึ่งเนื่องจากคนเยอะ  ก็คือ  ราชการจะมีระเบียบข้อบังคับเยอะมาก  เพื่อจะให้ตำรวจที่ไหนก็ต้องทำเหมือนกัน  ผู้ว่าฯหรือนายอำเภออยู่ตรงไหนก็ต้องมีหลักเกณฑ์อย่างเดียวกัน  เพราะฉะนั้นระบบราชการก็คือระบบซึ่งเต็มไปด้วยระเบียบข้อบังคับ  ซึ่งมันเป็นอย่างนี้มาเป็นร้อยปีแล้วตั้งแต่มีระบบราชการ  มีระเบียบ  มีข้อบังคับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  จะทำอะไรทีหนึ่งก็ต้องไปดูระเบียบ  จะทำอะไรทีช้ามากเพราะมันมีขั้นตอน  ผมจะสร้างอาคารผมก็ต้องไปดูว่าแบบมันมีอยู่บ้างหรือเปล่า  จะทำสัญญากับใครต้องส่งอัยการตรวจ  การประกวดราคาเรียกคนมาสร้างอาคารก็ต้องทำตามระเบียบของราชการ จะจ้างใครทีก็ต้องขออนุมัติสำนักนายกก่อน  ทุกกรมทำเหมือนกันหมด  และระบบราชการมันก็ใหญ่มาก  ไม่ใช่เฉพาะเมืองไทย  ทุกประเทศก็เหมือนกัน  ระบบราชการใหญ่เพราะต้องการความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหรือความเป็นเอกภาพของระบบ ซึ่งเป็นลักษณะประการที่สอง ราชการเป็นเรื่องส่วนใหญ่ที่ต้องมีการใช้อำนาจบังคับ  เจ้าหน้าที่มีอำนาจ  ชาวบ้านไม่ค่อยชอบ  เราไม่ค่อยชอบตำรวจเป็นเรื่องปกติ ระบบราชการมีระเบียบเยอะมากเพราะมันต้องการสร้างเอกภาพ
   3. ประการที่สาม ซึ่งโยงใยกับเรื่องมหาวิทยาลัยเป็นประการสุดท้ายก็คือ  ระบบราชการมีระบบการบริหารงานบุคคลที่ไม่ยืดหยุ่น  คือมีระบบบริหารระบบเดียว  ถ้าพวกเราเรียนจบปริญญาตรีแล้วไปสอบเป็นข้าราชการอยู่ใน อบต.  อยู่ในกระทรวง  สำนักนายก  หรืออยู่ในมหาวิทยาลัย  เงินเดือนที่ได้รับก็คือ 7,600 บาท  ถ้าจบปริญญาตรีอยู่ที่ไหนก็เหมือนกัน   เค้าไม่ถามหรอกว่าคุณจบปริญญาอะไร  จบวารสาร  จบศิลปศาสตร์  จบรัฐศาสตร์  หรือคุณจบวิศวะ  หรือคุณเป็นนักคอมพิวเตอร์  เค้าไม่ถามราคาตลาด  คุณจบวิศวะฯไฟฟ้า  คุณจบวิศวะฯคอมพิวเตอร์ซึ่งอาจจะหายาก  ในตลาดจ่ายกันสองหมื่นสามหมื่น  แต่คุณเป็นราชการคุณก็เงินเดือนเท่ากับคนที่จบครุศาสตร์หรือจบการศึกษาบัณฑิต  คุณทำงานในสถาบันวิจัยนิวเคลียร์ของประเทศ  หรือคุณฯเป็นเสมียนอยู่ที่อำเภอใดใด  ซึ่งมีขอบเขตความรับผิดชอบไม่เหมือนกัน  แต่คุณก็จะได้ 7,600 บาท เหมือนกัน ถ้าคุณจบปริญญาโทเป็นข้าราชการก็จะได้ 8,000 กว่าบาท  ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม  ระบบนี้ใช้กับอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วย  เรารู้ว่าคนที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยคือคนที่เรียนเก่งที่สุด  หรืออยู่ในกลุ่มที่ดีที่สุดในรุ่น  แต่ราชการจะถามถึงคุณจบปริญญาตรีใช่หรือไม่  คุณจบปริญญาตรีคุณเอาไป  7,600 บาท  คุณจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  หรือคุณจะเป็นครูประถมที่อยู่หลังเขา  คุณรับผิดชอบสอนเด็กไม่กี่คน  สอนยังไงก็ได้  กับมาเป็นอาจารย์ผู้ช่วยสอนอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เงินเดือนคุณเท่ากัน  คุณเป็นข้าราชการเหมือนกัน  นี่คือลักษณะประการที่สามของระบบราชการ  ก็คือ ระบบบริหารงานบุคคลมันมีระบบเดียว  แล้วก็ไม่ยืดหยุ่น  ใครก็ตามที่เป็นราชการก็ต้องทำแบบนี้

          ในทางกลับกัน  นี่คือข้อดีของการออกนอกระบบราชการ  ก็คือเราไม่จำเป็นจะต้องไปใช้ระบบเดียวกับส่วนราชการทั้งหลาย  งานมหาวิทยาลัยไม่ใช่งานตำรวจที่ต้องการความคุ้มครองเจ้าหน้าที่  ใครอย่ามาทำร้ายเวลาปฏิบัติหน้าที่ ถ้าทำจะถูกลงโทษหนัก  ใครอย่ามาขัดคำสั่ง  ผมจะสอนแล้ว คุณไม่เข้าห้องเรียนก็เรื่องของคุณ  แต่คุณก็สอบตก  ผมไม่ต้องการอำนาจบังคับว่าใครมาช้าผมจะขัง 15 วัน  ผมจะดำเนินคดีอาญากับคุณถ้าคุณไม่มาเรียน  มันมีบทลงโทษอยู่ในตัว  ถ้ามันเป็นราชการแบบมหาวิทยาลัย ซึ่งมีภารกิจต่างจากตำรวจหรือทหาร  ราชการของมหาวิทยาลัยต้องการความคล่องตัวสูงกว่าราชการของกระทรวง  ทบวง  กรม  ราชการที่ไหนก็ตามถ้าจบปริญญาตรี 4 ปีมา  ต้องได้ 7,600  บาท  นี่คือสิ่งที่มหาวิทยาลัยบอกว่า  มหาวิทยาลัยขอไปอยู่นอกระบบราชการได้มั้ย  เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับได้มั้ย  แต่นอกระบบราชการเป็นคนละอย่างกับนอกระบบองค์กรของรัฐ  เพราะฉะนั้น  ยังเป็นองค์กรของรัฐอยู่แต่ขอไม่บริหารแบบราชการ

          ในอดีต  มันมีอีกแบบหนึ่งก็คือ  รัฐวิสาหกิจ  มหาวิทยาลัยไม่ได้ขอเป็นรัฐวิสาหกิจนะ  รัฐวิสาหกิจก็คือต้องเลี้ยงตัวเองได้  ต้องเก็บเงินนักศึกษามากกว่า  มหาวิทยาลัยขอไม่เป็นระบบราชการแต่ก็ไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ  มหาวิทยาลัยกำลังจะไปเป็นองค์กรมหาชน  ซึ่งเป็นชนิดหนึ่งของระบบองค์กรของรัฐ  สำหรับมหาวิทยาลัยเอง  มหาวิทยาลัยพอใจจะเรียกว่ามหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ  ขอไปเป็นแบบ สวทช. ขอไปเป็นแบบ สกว. ขอไปเป็นแบบหน่วยงานต่างๆ  แบบแบงค์ชาติ  แต่เรียกชื่อกลุ่มว่า มหาวิทยาลัยในกำกับรัฐ  และนี่คือข้อดีของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ซึ่งคือ  อะไรที่มันเป็นข้อเสียของระบบราชการ  เราก็ออกไปจากระบบราชการ  แต่ผมย้ำว่า  เรายังเป็นหน่วยงานของรัฐอยู่  ยังได้รับงบประมาณ  รัฐก็ยืนยันมาตลอดว่า  รัฐให้งบประมาณไม่น้อยกว่าเดิม    เพราะฉะนั้น  ที่บอกว่ามหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐเป็นเมื่อไหร่แล้วต้องขึ้นค่าเล่าเรียน  ต้องขึ้นค่าหน่วยกิต  คนจนไม่มีทางเข้าเรียนได้เป็นความคิดเห็นซึ่งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ไม่ถูกต้อง  ไม่เคยปรากฎอย่างนี้มาก่อนเลย

          ระบบมหาวิทยาลัยไทยไม่ใช่ไม่เคยมี  มหาวิทยาลัยในกำกับ  มีมาแล้ว  มีทั้งที่ตั้งขึ้นมาเองเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับอย่าง ม.สุรนารี  ม.วลัยลักษณ์  ม.แม่ฟ้าหลวง  มีทั้งที่เปลี่ยนสภาพมหาวิทยาลัยที่เป็นราชการเดิมไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ  ก็คือ ม.พระจอมเกล้าธนบุรี  ปรากฎการณ์ที่พวกเราเขียนป้ายติดกัน  บอกว่าเรียนมหาวิทยาลัยก็กินมาม่าอยู่แล้ว  ถ้าออกนอกระบบจะกินอะไร  ไม่เป็นความจริงนะ  เราไม่ใช่ไม่เคยทำแบบนี้  เคยทำมาแล้ว ม.พระจอมเกล้าธนบุรี เปลี่ยนมาแล้ว 7 ปี  เค้าก็ไม่มีปัญหาอย่างที่เป็นห่วง  มหาวิทยาลัยที่รัฐตั้งขึ้นมาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับมี 5 แห่งในขณะนี้  ถามว่ามีใครเก็บแพง...ไม่มี...ถูกกว่าธรรมศาสตร์ที่เป็นราชการทั้งนั้น


          เพราะฉะนั้น  ผมกำลังจะบอกว่า ข้อดีของมหาวิทยาลัยในกำกับก็คือ มันไม่ต้องทนอยู่กับข้อจำกัดของระบบราชการเดิม  ที่เห็นได้ชัดก็คือ  มันมีความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล  เราจ้างอาจารย์เองได้  ธรรมศาสตร์ทำอยู่แล้วนะครับ  ธรรมศาสตร์ทดลองเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับอยู่แล้วในหลายหน่วยงานของธรรมศาสตร์  แต่ตัวของมหาวิทยาลัยยังอยู่ในระบบราชการ  สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธรของธรรมศาสตร์  ทดลองบริหารแบบมหาวิทยาลัยในกำกับอยู่แล้ว คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ของธรรมศาสตร์ทดลองบริหารแบบมหาวิทยาลัยในกำกับอยู่แล้ว  วิทยาลัยนวัตกรรมอุดมศึกษาของธรรมศาสตร์ ทดลองบริหารแบบมหาวิทยาลัยในกำกับอยู่แล้ว  พวกเราจะบอกว่า โหย!  แพงทั้งนั้น พวกที่เอ่ยชื่อมานี่  ผมจะบอกต่อว่าคณะศิลปกรรมศาสตร์ก็ทดลองบริหารแบบในกำกับอยู่แล้ว ถูกก็มี  วิทยาลัยสหวิทยาการสังคมศาสตร์ก็ทดลองบริหารแบบหน่วยงานในกำกับอยู่แล้ว  มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามันจะต้องแพง  ธรรมศาสตร์ทดลองทั้งแบบในกำกับที่มหาวิทยาลัยช่วยครึ่งหนึ่ง หรือ 80% อย่างศิลปกรรมศาสตร์  อย่างสหวิทยาการ  ก็ทดลองทั้ง 2 รูปแบบ  ไม่ได้หมายความว่าถ้าออกจากในกำกับ  จะต้องจ่ายแพงอย่างสิรินธร  ปรัชญาอย่างหนึ่งก็คือ  เริ่มต้นจากจะทำให้ดีที่สุด  แล้วก็คนที่จะได้รับประโยชน์จากตรงนี้ต้องจ่ายค่าตอบแทนทั้งหมด  จะไม่ใช้เงินมหาวิทยาลัย  มันก็เดินไปแบบนั้น  สถาปัตถ์ก็เดินแบบเดียวกัน  แต่สหวิทยาการกับศิลปกรรมเดินอีกแบบหนึ่ง  เดินแบบมหาวิทยาลัยต้องช่วยนะ  เก็บค่าหน่วยกิตเท่ากับคณะอื่นๆ ก็ไม่ได้แพง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 29, 2007, 03:10:25 PM โดย ble » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ble
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เพศ: ชาย

Rank: ******

กระทู้: 1826

EXP: เทพเจ้าห้องเชียร์






Popular: +423/-196

ดูรายละเอียด
« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2007, 03:12:19 PM »

ที่มา http://gotoknow.org/blog/9nuqa/144439


แล้วในส่วนของข้อเสียล่ะคะ??

          มหาวิทยาลัยในกำกับมีข้อเสียอยู้ 2 เรื่องใหญ่ๆ ที่จะต้องระมัดระวังให้ดี  ต้องเตรียมการจัดการให้ดี

          ข้อเสียข้อที่หนึ่ง คือ  ที่รัฐบาลสัญญาว่าจะช่วยเหมือนเดิมอต้องช่วยจริงนะ  ต้องหาหลักประกันให้ได้  เพราะถ้ารัฐบาลไม่ช่วยโดยไม่ได้จัดงบประมาณให้เหมือนเดิม  มหาวิทยาลัยในกำกับก็ต้องไปหากินกับนักศึกษา   คำถามมันมีอยู่ว่า  แล้วมันน่าเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่ช่วยเหมือนเดิมรึปล่าว  ผมก็บอกว่า ดูพระจอมเกล้าธนบุรีสิ  ออกจากส่วนราชการไปแล้ว 7 ปี  ก็ยังช่วยเหมือนเดิม  ดูมหาวิทยาลัยในกำกับอย่าง แม่ฟ้าหลวง  อย่างวลัยลักษณ์ หรือสุรนารี  รัฐบาลก็จัดงบประมาณให้เหมือนเดิม  ไม่ได้ด้อยกว่ามหาวิทยาลัยส่วนราชการ  มันก็เป็นตัวอย่าง เพราะเค้าก็ยังทำอยู่  บอกว่าเอ๊ะ  พวกนี้มันสอนวิศวะ  สอนวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี แล้วรัฐบาลจะช่วยเฉพาะพวกนี้รึปล่าว  เดี๋ยวรัฐบาลจะบังคับมั้ยว่า  ปิดศิลปศาสตร์ของคุณ  ไม่ให้สอนปรัชญานะเพราะว่ามันไม่มีประโยชน์  ให้สอนเฉพาะอย่าง ที่หากินได้ วิศวะ MBA     รัฐบาลจะเลือกช่วยมั้ย  ผมก็บอกว่า มีมหาวิทยาลัยในกำกับอีก 2 แห่ง  ก็คือ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย  กับมหาวิทยาลัยมหามงกุฏราชวิทยาลัย  สอนสาขาวิชาซึ่งหากินไม่ได้เลย  รัฐบาลก็ยังให้เงินสนับสนุนอย่างเต็มที่  ก็ขนาดวิชาที่หากินไม่ได้แน่ๆ  อย่างพุทธศาสนบัณฑิต  ก็ยังจัดงบประมาณให้ไปจัดการเรียนการสอนได้  ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องสังคมวิทยา  เรื่องปรัชญากระมัง  แต่มหาวิทยาลัยต้องพยายามหาหลักประกันให้ดี  โดยเฉพาะเรื่องของกฎหมายมหาวิทยาลัยในกำกับว่า  รัฐบาลต้องสนับสนุนอย่างเพียงพอ  ข้อแรกก็คือ  ถ้ารัฐบาลให้เงินน้อยเมื่อไหร่  มันก็มีปัญหา  เพราะมันจะอยู่ได้ยังไง  ก็ต้องขึ้นค่าหน่วยกิต  มันผกผันกัน  เมื่อไหร่ไอ้นี่ได้น้อยก็ต้องไปเพิ่มไอ้นู่น  จนกระทั่งได้เพียงพอ  มันก็ไม่มีอะไรกระทบ  แต่ผมยืนยันว่า  หกมหาวิทยาลัยในกำกับที่ผ่านมารัฐบาลให้การสนับสนุนไม่ด้อยไปกว่ามหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ  เพราะฉะนั้น  สงสัยได้  ระวังได้  แต่ไม่มีข้อเท็จจริงว่ารัฐบาลจะตัดการอุดหนุนแล้วให้ไปหากินเอง นี่คือประการที่หนึ่ง

          ประการที่สอง  เวลาผมพูดข้อเสียของระบบราชการมันมีมาตรฐานการจ้างเดียว  ก็คือเป็นข้าราชการซี 3 เงินเดือน 7,600 บาท อะไรต่างๆ ก็มีข้อดีซ่อนอยู่เหมือนกัน  ก็คือ ระบบราชการมันมีความมั่นคงสูง  เวลาคุณสอบเป็นข้าราชการรับเงินเดือน 7,600 บาทได้เนี่ย  คุณบอกพ่อแม่คุณได้เลยว่ารับไปจนกว่าจะเกษียณ  ถ้าไม่ทำความผิดอะไรร้ายแรงจนเค้าไปไล่คุณออก  แต่ระบบราชการไม่มีกลไกตรวจสอบประสิทธิภาพ  คุณจะเช้าชาม เย็นชาม เที่ยงอีกชามหนึ่งก็ได้  อยู่เฉยๆ คุณก็ได้ขั้นหนึ่ง  แล้วก็ไม่มีใครไล่ใครออก  มันก็ไปของมันเรื่อยๆ  อันนี้อาจจะเป็นข้อเสียได้  ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ  เพราะว่ามหาวิทยาลัยในกำกับเน้นประสิทธิภาพ  มหาวิทยาลัยในกำกับบอกว่า ไม่เอาเช้าชาม เย็นชาม ให้เงินคุณเป็นก้อนแล้ว  คุณไปจ่ายเงินสูงขึ้น  คุณอย่าไปจ่าย 7,600  นะ คุณจะจ่าย 12,000 - 15,000 สำหรับปริญญาตรีเกียรตินิยมที่สอบได้ที่หนึ่งก็แล้วแต่คุณ  แล้วแต่มหาวิทยาลัย  ไม่เหมือนกันก็ได้  แต่คุณต้องเรียกร้องให้เค้าทำงาน  เวลาคุณจ่ายเค้า 15,000  หรือ 12,000 แล้วเนี่ย  คนจบปริญญาตรีในระบบราชการได้ 7,600

          เพราะฉะนั้น คุณต้องบอกให้ชัดนะ คุณต้องมีงานสอนกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์  คุณจะต้องมีงานวิจัยปีละ 1 ชิ้น  หรือมีบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารหนึ่งชิ้นในแต่ละอาจารย์  นี่คือสิ่งที่มหาวิทยาลัยในกำกับเรียกร้องว่า  มันเปิดโอกาสให้ระบบบริหารในมหาวิทยาลัยจ่ายค่าตอบแทนได้สูงขึ้น  แล้วก็เรียกร้องสูงขึ้นได้  มีกำหนดเลยว่าจะไม่มีระบบที่เข้ามาตอนอายุ 21 แล้วอยู่จน 60 อีกต่อไปแล้ว  มันบอกเลยว่าให้ใช้ระบบสัญญา  ในทางปฏิบัติ ก็คือสัญญาทุกๆ 3 ปี หรือ 5 ปี  มาดู performance กัน เมื่อครบรอบสัญญา   ถ้าครบก็ต่อ ถ้าทำได้ครบ สอนไม่น้อยกว่ากี่วิชาต่อปี  มีบทความหนึ่งเรื่อง  มีงานวิจัยหนึ่งเรื่อง ผ่านก็ต่อ  ถ้าไม่ผ่าน เราโปรเบชั่นอีกปีหนึ่ง  เราอาจจะไม่ต่อสัญญา   อีกรอบหนึ่งอาจจะไม่ต่อ  ซึ่งระบบนี้เราทำอยู่ในกรณีที่เราทดลองเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ  ไม่ว่าจะเป็นสถาปัตย์ฯ หรือสิรินธรฯ ก็ตาม  และถ้าคุณทำไม่ครบตามที่ว่า  โดยไม่มีเหตุผล คุณจะถูกเตือน แล้วสัญญาหน้าเนี่ยคุณจบแล้วคุณไปเลย  ซึ่งก็แฟร์

          แต่ที่ห่วงว่า จะเป็นปัญหากันก็คือ  ผู้บริหารจะใช้อันนี้เป็นเครื่องมือในการไปเล่นงาน  ผมไม่ชอบหน้าใคร  ผมก็ไม่ต่อสัญญาเมื่อครบ  แต่ธรรมศาสตร์อาจจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่  เพราะคนที่เป็นผู้บริหารอยู่แค่ 3 ปีเท่านั้น  แต่ผมว่า...สัญญามัน 3 - 5 ปี  มันต้องไปต่อที่ผู้บริหารคนไหนสักคน  ผู้บริหารคนนั้นไม่ได้ตามไปจนกระทั่งครบหรอก    แต่เอาเถอะ...มันต้องไปต่อที่ผู้บริหารคนไหนสักคนหนึ่งเมื่อสัญญาคุณครบ  ทำงานตรงนี้จะมีหลักประกันเมื่อผู้บริหารไม่ไปสร้างอาณาจักร  ไม่ไปกดขี่ข่มเหงอาจารย์  ไม่ไปดูว่าอาจารย์เป็นพวกผมรึเปล่า    ถ้าไม่เป็นพวกผม  ผมจะไม่ต่อสัญญา  นี่คือปัญหาที่อาจจะมองไม่เห็น และเป็นข้อเสีย  ซึ่งจำเป็นที่จะต้องมีหลักเกณฑ์ที่ดี  ที่ยุติธรรม  มีหลักประกันให้กับบุคลากรพอสมควร  ว่ามันจะต้องมาจากกลไกการประเมินที่มีมาตรฐาน  ไม่ใช่ผู้บริหารเป็นคนตัดสินใจว่าจะประเมินผ่าน หรือไม่ผ่าน  ต่อหรือไม่ต่อ

          นี่คือข้อเสียสองอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยในกำกับซึ่งมันหลุดไปจากระเบียบราชการ  ไปบริหารเอง โดยสภามหาวิทยาลัยกับผู้บริหาร
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 29, 2007, 03:14:32 PM โดย ble » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ble
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เพศ: ชาย

Rank: ******

กระทู้: 1826

EXP: เทพเจ้าห้องเชียร์






Popular: +423/-196

ดูรายละเอียด
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2007, 03:16:05 PM »

ที่มา : http://gotoknow.org/blog/9nuqa/144485

ปํญหาในตอนนี้คือ อาจารย์ในมหาวิทยาลัยไม่เต็มใจที่จะสอนในระบบราชการ ??


          ไม่ใช่  คนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยในวันนี้ รู้มาก่อนแล้วว่าจะได้เงินเดือนเท่านี้  หลายคนไม่ได้มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ  หลายคนมาจากครอบครัวที่มีฐานะ  หลายคนพ่อแม่เลี้ยง หลายคนใช้เงินทางบ้านมากกว่าเงินเดือนข้าราชการ  แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งทำงาน 10 ปี 15 ปี  ระบบราชการมันเริ่มมีค่าตอบแทนที่ดีใกล้เคียงหรือจนเกือบเท่าเอกชน   คือ คุณมีตำแหน่งทางวิชาการ  แต่ที่สำคัญก็คือ เมื่ออยู่ไประยะหนึ่งระบบราชการมันเปิดช่องให้ทำอะไรได้ เช่น ทำงานวิจัย เช่นเขียนตำรา  เช่นมีค่าสอนเพิ่มขึ้น  สำหรับคนที่ได้รับเชิญไปสอนตามมหาวิทยาลัยอื่นๆ  สอนตอนเย็น  มันก็ใกล้เคียงกับภาคเอกชน

          แต่ที่มันมีปัญหาก็คือ  มันไม่สามารถที่จะดึงดูดคนมาได้ 5 ปีแรกของการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย  นี่มันลำบากมาก  จะไปสอนที่ไหนก็ไม่มีใครเชิญเพราะไม่มีใครรู้จัก  ทำงานวิจัยก็ไม่มีโอกาสเพราะว่าคนเค้าไม่เคยรู้ว่าคุณมีฝีมือ  เพราะคุณเพิ่งเรียนจบมาเมื่อปีที่แล้วนี้  ค่าตอบแทนเบื้องต้นก็ต่ำ  แต่อยู่ไปสักระยะหนึ่ง สำหรับคนที่มีใจ  มันจะมีโอกาสได้ทำวิจัย  เขียนหนังสือขาย มีค่าสอนสำหรับการสอนปริญญาโท  ปริญญาเอก  แต่ถ้าคุณเป็นอาจารย์ปริญญาตรีเกียรตินิยมเข้ามา  ถามว่าใครจะไปเชิญคุณไปสอนปริญญาโท  ใครจะขอให้คุณทำวิจัย  มหาวิทยาลัยเอกชนที่ไหนจะเชิญคุณไปสอนตอนเย็นหรือวันเสาร์ อาทิตย์  ไม่มีหรอก  นี่คือปัญหาเบื้องต้นของมหาวิทยาลัย

          ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยทุกวันนี้ไม่มีใจ  หลายคนเริ่มต้นมาด้วยใช้เงินทางบ้าน  ฐานะครอบครัวไม่ได้มีปัญหาอะไร  หลายคนฐานะทางครอบครัวไม่ดีแต่รักที่จะทำอาชีพนี้  ก็ยอมทน  ทนไปสักระยะหนึ่งมันก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นมา  ได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศกลับมาเป็นอาจารย์สอนปริญญาเอก  ก็มีที่ที่จะไปสอนวันเสาร์ อาทิตย์ได้  มีงานวิจัยที่จะเข้ามา  มันก็มีค่าตอบแทนเพิ่มขึ้น  จนกระทั่งมันอาจจะใกล้เคียงกับภาคเอกชน  สำหรับคนที่อยู่นานาๆ  ผมคิดว่า เมื่อไหร่ที่คุณจบปริญญาเอกแล้ว คุณทำงานมาซัก 10 ปี  คุณจะไม่ค่อยเดือดร้อน  ปัญหาของผมคือปัญหาของคนรุ่นใหม่  ถ้าปีแรกเนี่ย อาจารย์มหาวิทยาลัยลำบากมั้ย  เงินเดือนต่ำ  และก็วุฒิการศึกษายังเป็นปริญญาตรีเกียรตินิยม หรือเพิ่งจบปริญญาโทมา  ไม่มีใครเชิญคนที่เพิ่งจบปริญญาโทไปสอนปริญญาโท  มันต้องมีงานวิจัย  มันต้องมีอะไรซักระยะหนึ่งก่อน  ปัญหาของเราคือ  เราไม่สามารถดึงคนเข้ามาได้  ตอนนี้ค่าตอบแทนของอาจารย์อาวุโสหรือมีตำแหน่งทางวิชาการบวกกับผมใช้คำว่าเงินที่ได้จากการวิจัยก็ดี  หรือการไปสอนเสาร์อาทิตย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนก็ดี  มันไม่ค่อยต่างจากภาคเอกชนหรอก  ถ้าคุณเป็นอาจารย์ผู้ใหญ่  ถ้าคุณเป็นรองศาสตราจารย์ขึ้นไป  ถ้าคุณจบปริญญาเอกมาแล้ว  แต่นี่มันหมายความว่า มันต้องการ 10 ปี หรือ15 ปี ในมหาวิทยาลัยก่อน  ก่อนหน้านั้นก็ต้องช่วยตัวเอง  ถ้าเราขยับระบบขึ้นมาได้  ผมบอกว่า ในธรรมศาสตร์ขณะนี้มีหลายที่ที่ออกนอกระบบที่จ่ายเงินเดือนเป็นสามเท่าของราชการ  บางที่ก็สองเท่า  แต่นี่เราต้องออกนอกระบบไปแล้ว  แต่ในระบบมันต้องเป็นอย่างนั้นอยู่      ถามว่า ทำยังไงเราจะยกมหาวิทยาลัยทั้งหมดออกไปเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับได้  ผมขอได้มั้ยว่า 2,050 ล้านที่ให้ธรรมศาสตร์มา  หมวดเงินเดือนผมจะจ่ายเงินคนอย่างที่ควรจะต้องจ่าย  ผมจะไม่จ่าย 7,600

 
เงิน 2,050 ล้าน เป็นเงินก้อนเดียวกับที่ได้ผ่านๆ มาใช่ไหมคะ ??

          ใช่

 
แล้วเราจะเอาเงินส่วนนี้จ่ายให้กับบุคลากรในมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น ??

 
          ไม่ได้  เพราะเค้าบอกว่านี่คือเงินเดือนข้าราชการซึ่งต้องจ่ายตามบัญชีเงินเดือนข้าราชการสำหรับคนที่เป็นข้าราชการ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ble
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เพศ: ชาย

Rank: ******

กระทู้: 1826

EXP: เทพเจ้าห้องเชียร์






Popular: +423/-196

ดูรายละเอียด
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2007, 03:32:15 PM »

http://gotoknow.org/blog/9nuqa/144501

ถ้ามหาวิทยาลัยออกนอกระบบแล้ว จะสามารถจ่ายเพิ่มขึ้นได้ใช่ไหมคะ??

          เมื่อไหร่คุณออกนอกระบบ คุณก็ไม่เป็นราชการ  ใน พ.ร.บ. มหาวิทยาลัยเค้าจะให้อำนาจมาในการกำหนดหลักเกณฑ์เหล่านี้เองว่าจะจ่ายค่าตอบแทนเท่าไหร่

 
แต่มันก็เป็นเงินก้อนเดียวกัน ถ้าจ่ายเพิ่มขึ้นจะเพียงพอหรือไม่??

          ผมหมายถึงอย่างนี้  ทุกปีที่ผมไปขอ กพ. มา ธรรมศาสตร์ก็จะมีอัตราเพิ่มขึ้น 100 อัตรา  แต่ว่าต้องจ่าย 7,600 นะ  ทุกปีมันจะมีอย่างนี้  แล้วทุกปี ธรรมศาสตร์จะมีคนเกษียณ 20 - 30 คนต่อปี  วิธีสำหรับราชการก็คือ  เกษียณ 30 คุณก็ต้องจ้าง 30 เหมือนเดิม  แล้วก็ 7,600 เหมือนเดิม  อีกด้านหนึ่งที่เราขออัตราเพ่ม เรามีหน่วยงานใหม่  เรามีโรงพยาบาล  เรามีคณะใหม่ๆ  เค้าก็ให้เราเพิ่มมาปีนี้ 100 อัตรา  เค้าก็บอกว่า 7,600 เหมือนกัน

          ถ้าให้ผมบริหารเอง  เกษียณ 30 อัตรา  ผมอาจจะจ้างใหม่แค่ 20  แล้วผมเอาเงินที่เหลือไปจ่าย 20 คนให้มากกว่านั้นครึ่งหนึ่งของเงินเดือนข้าราชการ  เพิ่มอีก 50% 

          ที่ให้อัตราใหม่ผมมา 100  ผมขอบรรจุแค่ 50 คน  แต่ผมจะเรียกร้องว่า  50 คนจะต้องทำงานมากกว่าเดิม  จะต้องมี KPI  ที่ชัดเจนในการวัดว่าคนหนึ่งจะต้องทำอะไรบ้าง  ผมจะจัดไปเลยว่าต้องสอนเท่าไหร่  จะต้องทำอะไรเท่าไหร่  แล้วผมจะจ่ายเงินคนเหล่านี้เพิ่ม

          นี่พูดถึงระบบปกติที่คุณไม่เข้าใจ  แต่ผมจะบอกว่า  ในกรณีมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ  ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยในราชการอยู่เดิม  ตกลงกันไว้ในเบื้องต้นว่าถ้าคุณออกนอกระบบเมื่อไหร่  สำหรับคนเก่าที่อยู่ รัฐบาลจะเพิ่มเงินค่าตอบแทนให้ เพื่อจะแลกกับการที่คนเหล่านี้ไม่เป็นราชการอีก 70%  ในกรณีที่คนเหล่านั้นเป็นอาจารย์ที่เป็นข้าราชการ  ถ้าคุณเอาคนเหล่านั้นเป็นเจ้าหน้าที่ที่เป็นข้าราชการจะเพิ่มให้อีก 50%  แล้วแต่ว่าเป็นอาจารย์หรือเจ้าหน้าที่  เพื่อจะแลกกับการออกนอกระบบราชการ

          ออกนอกระบบราชการไปแล้วคุณจะเสียสิทธิ์ของการเป็นข้าราชการไป  เช่นค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่ ครอบครัวที่เคยได้ก็จะได้เฉพาะตัว  เช่น ระบบบำเหน็จบำนาญที่เคยได้ ต่อไปก็จะให้คุณไปเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  เก็บเงินสะสมเอาเอง  ซึ่งข้อนี้ก็เป็นข้อปลีกย่อยซึ่งคนที่เป็นข้าราชการเดิมอยู่ในมหาวิทยาลัยทั้งหมดต่อรองมาตลอด  จนกระทั่งตอนหลังเค้ายอม

          คนที่เคยเป็นอยู่ก่อน  ก็ให้ได้สิทธิ์ต่อไปเหมือนเดิมแล้วก็ได้เงินเพิ่มด้วย  ที่เคยได้เงินบำเหน็จ บำนาญอยู่ก็ได้เหมือนเดิมต่อไป  นี่เป็นที่ต่อรองมา 4 - 5 ปี  เป็นเรื่องที่บุคลากรในมหาวิทยาลัยเป็นห่วง  คุณจะเห็นว่าเดี๋ยวนี้  วันนี้  บุคลากรในมหาวิทยาลัยซึ่งเคยเป็นกลุ่มหลักที่ต่อต้านระบบนี้  บอกให้ผมออก  แล้วผมไม่ได้ค่ารักษาพยาบาล  ไม่ได้เป็นข้าราชการ  ไม่ได้บำนาญ  ไม่ได้เครื่องราชย์  บัดนี้มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว  รัฐบาลยอมหมด  เพราะฉะนั้นวันนี้  บุคลากรในมหาวิทยาลัยไม่ค่อยโต้แย้งเรื่องนี้เท่าไหร่  เพราะถือว่า OK ที่เรียกร้องมาหลายปีเค้ายอมให้หมด  เหลือแต่นักศึกษาที่ได้ฟังข้อมูล  ออกนอกระบบแล้ว  มหาวิทยาลัยจะกลับไปทำมาหากินเองแล้ว  ก็จะมาขึ้นค่าหน่วยกิตกับนักศึกษา  เพราะว่าถ้าไม่ทำอย่างนี้  มหาวิทยาลัยจะอยู่ไม่ได้  มีความเข้าใจอย่างนี้ในหมู่นักศึกษาเป็นหลัก  ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ฟังข้อมูลไม่รอบด้าน เป็นเรื่องที่ไม่ได้ฟังการชี้แจงที่ครบถ้วน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ble
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เพศ: ชาย

Rank: ******

กระทู้: 1826

EXP: เทพเจ้าห้องเชียร์






Popular: +423/-196

ดูรายละเอียด
« ตอบ #6 เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2007, 03:36:26 PM »

http://gotoknow.org/blog/9nuqa/144640

ย้อนกลับไปเรืองเงินเดือนของข้าราชการที่จะเปลี่ยนเป็นพนักงานที่เพิ่มขึ้น 70% กับเจ้าหน้าที่ที่เพิ่มขึ้น 50% ตัวที่เพิ่มขึ้นก็คือรัฐจะจัดมาให้ใช่หรือไม่?

          ใช่
นี่คือสำหรับคนเก่า?

          ใช่
แล้วสำหรับคนใหม่?

          สำหรับคนใหม่ผมอธิบายว่า  ผมอาจจะยุบอัตราเกษียณลงนิดหน่อย  อัตราใหม่ผมอาจจะบรรจุไม่เต็มแต่ว่าก็เป็นที่ตกลงกันว่า  แม้คนใหม่ก็จะใช้  50% กับ 70%


จะเป็นไปได้หรือไม่ที่เรามีการเพิ่มเงินเดือนให้มากขึ้น  แต่รัฐบาลยังให้เงินสนับสนุนเท่าเดิม  เราจะมีวิธีการจัดการตรงนี้อย่างไร?


          เราตกลงกันไว้แล้ว โดยมติคณะรัฐมนตรี  แล้วก็ได้ทดลองใช้กรณีพระจอมเกล้าธนบุรี

          เพราะเวลาบอกว่ารัฐบาลจะต้องให้ไม่น้อยกว่าเดิมมันมีการแยกหมวด  ไม่รวมหมวดเงินเดือนซึ่งรัฐบาลต้องให้เพิ่ม  เพราะฉะนั้นจะบอกว่า  ธรรมศาสตร์ได้ 2,050 ล้าน ออกนอกระบบธรรมศาสตร์จะได้ 2,200 ล้าน  ถามว่าเพิ่มอีก 150 ล้านเพิ่มเพื่ออะไร  ถ้าตอบว่าเพิ่มเพื่อเงินเดือน ก็ถือว่าธรรมศาสตร์ไม่ได้เพิ่ม  คือรัฐบาลผูกพันไว้ด้วยมติคณะรัฐมนตรีสมัยปี 2542  ว่ารัฐบาลจะจัดเงินให้โดยสามารถเพิ่มเงินทั้งสองส่วนนี้  เราก็ไม่คิดว่าเป็นการเพิ่ม  เป็นการแลกปลี่ยนกับการไม่เป็นข้าราชการ  เพราะฉะนั้น  งบประมาณส่วนอื่นมันจะลดไม่ได้  มันต้องได้เพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีก

          แต่ว่าเราไม่สามารถขอคำรับรองจากรัฐบาลว่าต้องเพิ่มอีกอย่างน้อยปีละ 5% หรือ 10% นะ นี่สำนักงบประมาณฯไม่ยอม  เค้ายอมว่าเค้าจะจัดให้ไม่ต่ำกว่าเดิม  โดยหลัก มันต้องเพิ่มขึ้น แต่ว่าเท่าไหร่มันต้องขึ้นกับเศรษฐกิจของประเทศ  แต่เค้ายอมว่าจะต้องไม่น้อยกว่าเดิม  แล้วก็ยกตรงเงินเดือนออกมา  เงินเดือนเป็นไปตามวิถีที่ ครม. กำหนดเอาไว้แล้ว
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
ble
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เพศ: ชาย

Rank: ******

กระทู้: 1826

EXP: เทพเจ้าห้องเชียร์






Popular: +423/-196

ดูรายละเอียด
« ตอบ #7 เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2007, 03:39:13 PM »

http://gotoknow.org/blog/9nuqa/144704

คำว่าไม่น้อยกว่าเดิมคือเค้าจะให้เท่าเดิมไปเรื่อยๆก็ได้ใช่หรือไม่?

          ได้
แต่รัฐบาลก็ยังไม่มีหลักประกันที่แน่นอน

          ความยากมันอยู่ตรงนี้ไง   ถามว่าวันนี้เป็นราชการ  รัฐบาลจัดงบให้น้อยกว่าเดิมได้หรือไม่  คำตอบก็คือ ได้  ปีที่แล้วธรรมศาสตร์ได้ 1,800 ล้าน  ปีนี้เค้าจัดให้ 2,050 ล้าน ปีหน้าเค้ากลับไปจัดให้ 1,800 ล้าน ไม่ต้องพูดเรื่องออกนอกระบบนะก็ได้  รัฐบาลจะจัดงบให้กระทรวง ทบวง กรม ไหนน้อยกว่าเดิมมันก็ได้ ไม่มีข้อขัดข้องอะไร  เป็นเรื่องที่รัฐบาลดูเองว่างานนั้นๆ  มันมีความสำคัญหรือไม่  วันนี้รัฐบาลจะตัดงบประมาณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน่วยราชการก็ตัดได้  ตัดงบธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นส่วนราชการก็ตัดได้

          แต่ว่าเราอธิบายด้วยภารกิจ  ถ้าภารกิจนั้นมันควรจะต้องดำเนินการต่อ  รัฐบาลก็ไม่ควรตัดใช่มั้ย  แล้วความเป็นจริงก็ไม่เคยตัดมาตลอด  มันเพิ่มขึ้นมาตลอด  การเปลี่ยนสถานภาพเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับแล้วไม่ใช่ราชการ  แต่ยังเป็นหน่วยงานของรัฐอยู่  มีสิทธิรับงบประมาณ  ถามว่าถ้ารัฐจะไม่จัดเพิ่มได้มั้ย  ก็ได้... แล้วถ้าถามว่า รัฐเห็นว่าการจัดการศึกษาที่ธรรมศาสตร์ทำอยู่จำเป็นใช่มั้ย  จำเป็นจะต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายเพราะมันมีเงินเฟ้อ  มันมีเงินซึ่งเท่าเดิม แต่มันต้องซื้อของได้น้อยลง  เพราะมันมีค่ากระดาษ  มันมีเงินห้องสมุด  มันมีค่าวารสาร  มันมีคอมพิวเตอร์  มันมีค่าอะไรต่ออะไรที่จะต้องจ่ายเพิ่มขึ้น  ถ้ารัฐเข้าใจเราอย่างนี้รัฐก็ต้องเพิ่มงบขึ้น

          ผมบอกว่า แม้กระทั่งราชการก็ไม่มีหลักประกันว่าจะต้องไม่น้อยลงนะ  แต่มหาวิทยาลัยในกำกับเค้าบอกว่าเมื่อจะไม่ได้เป็นราชการแล้ว  ขอขีดเส้นได้มั้ยว่าต้องไม่น้อยกว่าเดิม  ซึ่งก็ยอมขีดให้  ผมบอกว่า  แม้ในราชการเส้นนี้ก็ไม่มี  แต่มันอาศัยเหตุผลของเรื่องที่เค้าควรจัด...  มันไม่สำคัญ มันเป็นหน่วยงานประเภทไหน  มันขาดทุน  มันบริหารไม่ดี  ถ้าภารกิจในอุดมศึกษาเป็นเรื่องที่รัฐคิดว่าควรจะต้องทำ  ก็ต้องทำ  รัฐก็ต้องให้เงินมาทำ  แต่ถ้ารัฐบอกว่าไม่จำเป็นต้องมีอุดมศึกษา  มีเยอะแล้ว  มหาวิทยาลัยไทยมีมากเกินไป  ยุบธรรมศาสตร์เสีย  เป็นส่วนราชการก็ยุบได้  ไม่ใช่เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับแล้วจะถูกยุบ  ถ้ารัฐบอกว่า คณะศิลปศาสตร์ไม่เห็นจำเป็นเลย  คณะสังคมวิทยาไม่รู้จะเรียนทำไม ยุบเถอะ  ไม่ให้งบประมาณ เราก็ต้องยุบ นี่เป็นราชการอยู่  แล้วถามว่ามันจำเป็นมั้ยหล่ะ  ผมอธิบายว่าจำเป็น  มันควรจะต้องมีคนมาเรียนรู้เรื่องแบบนี้  รัฐให้เงินมาเถอะ  อธิบายแล้วรัฐก็บอกว่า เออ...เอาเงินไป  มันก็เป็นเรื่องเหตุและผล  ถามว่ามีหลักประกันมั้ย  มี  แล้วมหาวิทยาลัยในกำกับมีมากกว่าส่วนราชการอีก  คือ ต้องไม่น้อยกว่าเดิมนะ  ทีนี้บอกว่า เค้าให้เหมือนเดิมได้มั้ย  ตอบแบบตรงไปตรงมา ก็บอกว่า ได้  ถ้าจะให้เท่าเดิมก็ได้ซึ่งเท่ากับว่าเค้าให้ลดลง  แต่เค้าจะให้เท่าเดิมมั้ยล่ะ  ถ้าอย่างนั้นยุบไปเลยไม่ดีกว่าหรือ  ถ้าบอกว่าให้เท่าเดิมแต่ค่าของเงินมันลดลงเรื่อยๆ  สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้  หยุดให้เงินมาหรือปิดคณะไปเลยได้มั้ย  หรือเลิกมหาวิทยาลัยไปเลยได้มั้ย  ก็ถ้าเห็นว่าคณะหรือมหาวิทยาลัยมันต้องทำต่อ  คุณก็ต้องให้เงินให้พอ  ไม่ได้หมายความว่าต้องให้อย่างที่อยากจะได้  แต่ต้องให้พอสำหรับการดำเนินการ  แล้วผมก็คิดว่า  รัฐไม่ได้แยกว่า นี่เป็นมหาวิทยาลัยในราชการนะ  นี่เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ  มันไม่ได้แยกหรอก  เพราะมันเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐเหมือนกัน  ที่มันต่างก็คือกลไกการบริหารภายในและระบบการจัดการ  ซึ่งอันหนึ่งมันใช้ระบบเดียวกับกระทรวง ทบวง กรม ทั้งหลาย  อีกอันหนึ่งมันบริหารแบบเป็นอิสระเท่านั้นเอง  นี่เป็นประเด็นที่ผมคิดว่า คนจำนวนมากไม่เข้าใจ

          เพราะฉะนั้น เวลาคุณนัดจะพูดเรื่องนี้ผมยินดีรับนัดอย่างเต็มที่ เพราะผมคิดว่าเป็นช่องทางที่คนจะมีข้อมูลในเรื่องนี้มากขึ้น  เวลาใครมาชวนผมไปพูดเรื่องนี้ที่ไหน  ทีนี้ผมก็จะไปพูด เพราะผมคิดว่าผมมีข้อมูลมากพอที่จะบอก  หรือว่าคนจำนวนมาก  หรือว่าคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาไม่ได้เข้ามาในช่วงเถียงกันเรื่องมหาวิทยาลัยในกำกับ  เค้าเถียงกันเมื่อ 4 -5 ปีที่แล้ว  จนกระทั่งมันลงตัวไปแล้ว  กฎหมายมันไม่ผ่านสภาซะที  ไปติดอยู่ ครม. ไปติดอยู่นั่น อยู่นี่  รัฐบาลเปลี่ยนใหม่ เค้าก็หยิบเอากฎหมายที่มหาวิทยาลัยเสนอมาเสนอต่อ  บอกทำไมไม่ถาม  ก็เค้าถามกันตอนเสนอคราวที่แล้ว เมื่อ 4 ปีที่แล้ว  บัดนี้คนรุ่นนั้นจบไปแล้วสำหรับนักศึกษา  เราจะเห็นว่า  สำหรับบุคลากรจะไม่ค่อยมีปัญหา  คนธรรมศาสตร์ผมไม่เคยได้ยินใครพูดว่า ไม่เห็นประชาพิจารณ์เลย  ประชาพิจารณ์ผมเข้าใจว่า 20 กว่าครั้ง สำหรับบุคลากรในธรรมศาสตร์  เอาระเบียบ  เอา พ.ร.บ. มาดู ประชุมแล้วประชุมอีก  ผมมีบันทึกอยู่  ทำเมื่อไหร่  บอกทำเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตอนที่เราเสนอร่างกฎหมาย ก็ตอนที่ผ่านมา มันไม่มีเรื่องนี้ก็ถือว่าทำเสร็จแล้วก็ส่งกฎหมายไปที่รัฐบาล  มันไปช้าอยู่ที่ขั้นตอนรัฐบาล  ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า