
รศ. ดร. มณฑล สงวนเสริมศรี
อธิการบดี
รองศาสตราจารย์ ดร.มณฑล สงวนเสริมศรี อธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) กล่าว ว่า ตามที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ได้ประกาศว่า ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ.............จะได้เข้ารับการพิจารณาวาระ 1 ในวันที่ 28-29 พฤศจิกายน 2550 นั้น ในการนี้มหาวิทยาลัยนเรศวรได้ออกสารจากอธิการบดีเพื่อสร้างความเข้าใจให้ กับประชาคม 4 ด้าน คือ
1.ด้านการเงินที่ส่งผลดีแก่นิสิต คือ มหาวิทยาลัยต้องส่งเสริมและสนับสนุนผู้ที่มหาวิทยาลัยรับเข้าศึกษาใน มหาวิทยาลัย และนิสิตที่ขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริง ให้มีโอกาสเรียนจนสำเร็จปริญญาตรี หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาว่าผู้ใดขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างแท้จริง ให้เป็นไปตามระเบียบที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด อนึ่ง สภามหาวิทยาลัยนเรศวรได้เห็นชอบกับหลักการที่ว่า มหาวิทยาลัยนเรศวรจะไม่ขึ้นค่าหน่วยกิต สำหรับนิสิตปริญญาตรี ภาคปกติ เป็นเวลา 10 ปี ภายหลังจากออกเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับมหาวิททยาลัย
2.ด้านสิทธิบุคลากร เงินอุดหนุนทั่วไปนั้น รัฐบาลพึงจัดสรรให้แก่มหาวิทยาลัยโดยตรงเป็นจำนวนที่เพียงพอสำหรับค่าใช้ จ่ายที่จำเป็นในการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยและการพัฒนาการ อุดมศึกษาที่อยู่ในความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัย ในกรณีที่รัฐบาลได้ปรับเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ค่าตอบแทน หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดแก่ข้าราชการให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณในลักษณะเงิน อุดหนุนทั่วไปเพิ่มเติมให้แก่มหาวิทยาลัยในสัดส่วนเดียวกัน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้พนักงานมหาวิทยาลัยด้วย
3.ด้านการบริหารมหาวิทยาลัย ให้ ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระ ถ้าบุคคลดังกล่าวเป็นข้าราชการของมหาวิทยาลัย ต้องแสดงเจตนาเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ตามพระราชบัญญัตินี้ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เมื่อครบกำหนดเวลา 15 วัน ตามวรรคหนึ่งแล้ว ถ้าผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่แสดงเจตนาเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นพนักงาน มหาวิทยาลัย ให้พ้นจากตำแหน่ง ทั้งนี้อธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวรได้เข้ารับตำแหน่งอธิการบดีตั้งแต่วัน ที่ 20 มกราคม 2544 ครบวาระแรกวันที่ 19 มกราคม 2548 เริ่มวาระสองวันที่ 20 มกราคม 2548 จะครบวาระวันที่ 19 มกราคม 2552 เมื่อมหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับก็จะอยู่ได้จนครบวาระที่สอง (19 มกราคม 2552) และไม่สามารถดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้อีก เพราะครบสองวาระแล้ว ตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2533
4.ด้านสิทธิการอุทธรณ์ร้องทุกข์ สภา มหาวิทยาลัยมีอำนาจหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการทั่วไปของมหาวิทยาลัย อำนาจและหน้าที่เช่นว่านี้ให้รวมถึงแต่งตั้งคณะกรรมการ คณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ประจำมหาวิทยาลัยและคณะกรรมการตรวจสอบการ บริหารงานประจำมหาวิทยาลัย คณะอนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพื่อกระทำการใดๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ประจำมหาวิทยาลัย โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของตัวแทนบุคลากรทุกฝ่าย เพื่อเป็นหลักประกันว่าพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งทางปกครอง จะได้รับความเป็นธรรมอย่างที่สุด มหาวิทยาลัยนเรศวร ขอสร้างความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เกิดขึ้นตามครรลองการบริหารของประเทศที่ต้องการให้หน่วยงาน มีอิสระในการบริหารงานภายใต้กรอบนโยบายของรัฐ และปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีบุคลากรที่เป็นพนักงานประมาณร้อยละ 75 ซึ่งยังขาดหลักประกันทางกฎหมายด้านสวัสดิการที่เอื้อต่อขวัญและกำลังใจใน การปฏิบัติงาน เช่น ค่ารักษาพยาบาลของบุคคลในครอบครัว ค่าเล่าเรียนบุตร ตลอดจนอัตราเงินเดือนและค่าตอบแทนอื่น
ขณะ นี้มหาวิทยาลัยนเรศวรได้จัดตั้งคลินิกตอบข้อสงสัย กรณีมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ณ สำนักงานอธิการบดี กองกลาง งานประชาสัมพันธ์ ผู้มีข้อคำถามสามารถเข้ามาสอบถามหรือโทรศัพท์ได้ทุกวันเวลาราชการ โทร. (0 5526 0444)
ที่มา มหาวิทยาลัยนเรศวร
http://www.nu.ac.th/autonomous4.htm