เพิ่มหัวข้อใหม่
สั่งพิมพ์

ที่มาของ "คริสต์มาส"

แชร์ในเฟชบุ๊ค แบ่งปัน

ที่มาของ "คริสต์มาส"

รู้จักต้นกำเนิด เรื่องเล่า และที่มาของ "คริสต์มาส" เทศกาล Fun-Fun สุดหรรษา

โดย...ตามลม

We wish you a merry Chrismas...and a Happy New Year
  


คริสต์มาส คือ การฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้า เราเฉลิมฉลองกันในวันที่ 25 ธันวาคม  คำว่า คริสต์มาส (Christmas)  มาจากภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesseแปลว่า บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า    เพราะการร่วมพิธีมิสซา เป็นประเพณีสำคัญที่สุด ที่ชาวคริสต์ถือปฎิบัติกันในวันคริสต์มาส คำนี้พบครั้งแรกในเอกสารโบราณในปี ค.ศ.1038  ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นคำว่าChristmas   
"Merry Christmas" คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า สันติสุขและความสงบทางใจจึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่น ขอให้เขาได้รับสันติสุข และความสงบทางใจเนื่องในโอกาสเทศกาลคริสต์มาส
กำเนิด...คริสต์มาส
หลายคนเข้าใจว่า วันคริสต์มาส เป็นวันเกิดของพระเยซูเจ้า  เพราะตามหลักฐานในพระคัมภีร์บันทึกไว้ว่าพระองค์ประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซ่าร์ ออกัสตัส แห่งโรมันซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยฝ่ายคีรีนิอัสเจ้าเมืองซีเรียก็ขานรับนโยบาย แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่าพระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร
นักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า เดิมที วันที่ 25ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมันกำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยเทพ โดยตั้งแต่ ปีค.ศ.274ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้ เสมือนว่าเป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วยเพราะจักรพรรดิเปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมันรวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้าแทน    


ภายหลังชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปีค.ศ.64-313  จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม  ค.ศ.330 พวกเขาจึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย


มิสซาเที่ยงคืน เมื่อพระสันตะปาปาจูลีอัสที่ 1 ได้ประกาศให้วันที่ 25ธันวาคมเป็นวันฉลองพระคริสตสมภพ (วันคริสต์มาส)ในปีนั้นเองพระองค์และสัตบุรุษ ได้พากันเดินสวดภาวนาและขับร้องไปยังตำบลเบธเลเฮม และไปยังถ้ำที่พระ เยซูเจ้าประสูติพอไปถึงก็เป็นเวลาเที่ยงคืนพอดี พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิซซา ณ ที่นั้นเมื่อเสร็จแล้วก็กลับมาที่พักเป็นเวลาเช้ามืดราวๆ ตี 3พระองค์ก็ถวายมิสซาอีกครั้ง และ สัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับแต่ก็ยังมีสัตบุรุษหลายคนที่ไม่ได้ไปพระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3เพื่อสัตบุรุษเหล่านั้น
เหตุนี้เองพระสันตะปาปาจึงทรงอนุญาตในพระสงฆ์ถวายบูชามิสซาได้ 3 ครั้งในวันคริสต์มาส เหมือนกับการปฏิบัติของพระองค์นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมีธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืน ในวันคริสต์มาสและพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้ 3 มิสซา ใน โอกาสวันคริสต์มาส โฮ่ โฮ่ โฮ่ ลุงซานตาครอส
คุณลุงตัวอ้วนๆ พุงกลมๆ มีผมและหนวดเคราสีขาว สวมชุดแดงแบกถุงของขวัญมากมายมาแจกจ่าย   นั่นล่ะ ที่เขาเรียกว่า ซานตาคลอส ขวัญใจเด็กๆ เค้าล่ะ   แท้จริงแล้ว ซานตาคลอสแทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลนี้เลย  แต่มีที่มาโดยเริ่มจากนักบุญชาวฮลลแลนด์  นามว่า นิโคลาส  หรือเซนต์นิโคลัส  สังฆราชแห่งเมืองมีรา (ประเทศตุรกี ปัจจุบัน)  ในสมัยศตวรรษที่ 4  ท่านเป็นองค์อุปถัมภ์ของเด็กๆ    


เหตุที่นักบุญนิโคลาสได้รับการกล่าวขานว่า เป็นซานตาคลอส คนแรก เพราะวันหนึ่งท่านปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่งแล้วทิ้งถุงเงินลงไปทางปล่องไฟบังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดีจึงกลายเป็นธรรมเนียมที่ซานตาคลอสจะต้องให้ของขวัญกับเด็กๆ นั่นเอง


เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่ง อพยพไปอยู่ในสหรัฐก็ยังรักษาประเพณีนี้ไว้ คือ ฉลองนักบุญนิโคลาส ในวันที่ 6 ธันวาคมซึ่งหมายถึง นักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็กๆ และเอาของขวัญมาให้
เด็กอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ ที่อพยพมาก็รู้สึกอยากมีส่วนร่วมในประเพณีแบบนี้บ้าง เพื่อรับของขวัญ ประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จัก และแพร่หลายไปในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างคือ ชื่อนักบุญนิโคลาส ก็เปลี่ยนเป็นซานตาคลอส และแทนที่จะเป็นสังฆราช ซึ่งเป็นนักบุญ องค์นั้น ก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วนใส่ชุดสีแดง อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อนเป็นพาหนะ มีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ ในโอกาสคริสต์มาสโดยลงมาทางปล่องไฟ ของบ้าน เพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้น   สวยงาม ตามแบบต้นคริสต์มาส...
ย้อนไปศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟสมิชชันนารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนีได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาที่ใต้ต้นโอ๊กโดยเมื่อโค่นต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเล็กๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่โคนต้นโอ๊กท่านจึงขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตและตั้งชื่อว่า ต้นกุมารพระคริสต์ ต่อมามาร์ติน ลูเธอร์ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมัน ตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ปีค.ศ.1540หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก  ส่วนอีกตำราหนึ่ง ระบุว่า ในสมัยโบราณ "ต้นคริสต์มาส"หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบ ผลไม้มากิน และทำบาปไม่เชื่อฟังพระเจ้า  ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ชาวคริสต์แสดงละครที่ หน้าวัดถึงความหมายของคริสต์มาส และเอาต้นไม้ต้นหนึ่งไว้ตรงกลาง เพื่อประดับฉากแสดงถึงบาปกำเนิดของอาดัมและเอวา ต้นไม้ที่ใช้เป็นต้นสนเนื่องจากเป็นต้นไม้ ที่หาง่ายที่สุด ในประเทศ เหล่านั้น
การแสดงละครคริสต์มาสแบบนี้ มีมาเป็นเวลาช้านานหลายร้อยปีจนถึงศตวรรษที่ 15 พระสังฆราชหลายแห่งได้ห้ามแสดง เนื่องจากการแสดงนั้นกลายเป็นการเล่นเหมือนลิเก ล้อชาวบ้าน ผู้ปกครองบ้านเมือง และศาสนาซึ่งไม่ตรงกับบรรยากาศของการฉลอง ชาวบ้านรู้สึกเสียดาย ที่ไม่มีโอกาสดูละครสนุกๆ แบบนั้นอีก จึงไปสนุกกันที่บ้านของตนโดยเอาต้นไม้มาไว้ที่บ้าน หลังจากนั้น ก็เริ่มมีการแขวนลูกแอปเปิ้ลขนมและของขวัญอย่างที่เห็นอยู่ ทุกวันนี้ ...  



ขณะที่ ชาวเยอรมันยังมีประเพณีจุดเทียนหลายเล่มเป็นรูปปิรามิด ไว้ตลอดคืนคริสต์มาสโดยมีดาวของดาวิดที่ยอดปิรามิด ซึ่งประเพณีที่จะแขวนของขวัญและขนมก็ได้รวมกับประเพณีของชาวเยอรมันนี้ มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16โดยเอาเทียนมาไว้ที่ต้นไม้ เป็นรูปทรงปิรามิดนี่เป็นที่มาของประเพณีปัจจุบัน ที่มีการแขวนของขวัญและไฟกระพริบไว้ที่ต้นคริสต์มาส และมีดาวของดาวิดไว้ที่สุดยอด

ประเพณีดังกล่าว เป็นที่นิยมชมชอบของชาวตะวันตกอยู่มาก  จนถึงปัจจุบันเพราะเห็นว่า มีความหมายถึงพระเยซูเจ้า ผู้เปรียบเสมือนต้นไม้แห่งชีวิตที่เขียวสดเสมอในทุกฤดูกาล  ให้ความหมายคือ  นิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า นอกจากนี้ ยังหมายถึง ความสว่างของพระองค์เสมือนแสงเทียนที่ส่องในความมืด  รวมทั้งยังหมายถึง ความชื่นชมยินดีและความสามัคคี ที่พระเยซูเจ้าประทานให้เพราะเป็นจุดรวมของครอบครัวในเทศกาลนั้น
เทียนและพวงมาลัย สมัยก่อนมีกลุ่มคริสตชนกลุ่มหนึ่งในประเทศเยอรมัน ได้เอากิ่งไม้มาประกอบเป็นวงกลมคล้ายพวงมาลัย แล้วเอาเทียน 4 เล่ม วางไว้บนพวงมาลัยนั้นในตอนกลางคืนของวันอาทิตย์แรกของเทศกาลเตรียมรับเสด็จทุกคนในครอบครัวจะมารวมกัน ดับไฟ แล้วจุดเทียนเล่มหนึ่ง สวดภาวนาและร้องเพลงคริสต์มาสร่วมกัน เขาจะทำดังนี้ทุก อาทิตย์จนครบ 4อาทิตย์ก่อน คริสต์มาส ประเพณีนี้เป็นที่นิยม และแพร่หลายในที่หลายแห่งโดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งต่อมา มีการเพิ่มโดยเอาพวงมาลัยพร้อมกับเทียนที่จุดไว้ตรง กลาง 1 เล่มไปแขวนไว้ที่หน้าต่างเพื่อช่วย ให้คนที่ผ่าน ไปมาได้ระลึกถึงการเตรียมตัวรับวันคริสต์มาสที่ใกล้เข้ามาและพวงมาลัยนั้นยังเป็น สัญลักษณ์ที่คน สมัยโบราณใช้หมายถึงชัยชนะแต่ในที่นี้หมายถึงการที่พระองค์มาบังเกิดในโลก และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างครบ บริบูรณ์ตามแผนการณ์ ของพระเป็นเจ้า เพลง... เพลงคริสต์มาส เริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 5   สมัยนั้นมีทั้งพระสงฆ์และฆราวาสเป็นผู้แต่ง ร้องเป็นภาษาลาตินลักษณะของเพลงเป็นแบบสง่า เน้นถึงความหมายของการเสด็จมา ของพระเยซูเจ้า
ต่อมา ได้มีวิวัฒนาการใหม่ในด้านเพลง ในศตวรรษที่ 12 ที่ประเทศอิตาลี  โดยนักบุญฟรังซิส อัสซีซี และนักบวชคณะฟรังซิสกันเป็นผู้มีส่วนในการสนับสนุน ให้มีเพลงคริสต์มาสแบบใหม่ซึ่งชาวบ้านต่างชื่นชอบ  เพราะ มีท่วงทำนองที่ร่าเริงกว่าและเน้นถึงความชื่นชมยินดี ในโอกาสคริสต์มาส  บทเพลงเหล่านี้เป็นภาษาลาตินและภาษาพื้นเมือง



เพลงหนึ่งที่แต่งในสมัยนั้น (แต่งคำร้องในปี ค.ศ.1274) และยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน คือ เพลง Oh Come, All Ye Faithful หรือ Adeste Fideles ในภาษาลาติน  เพลงที่มีชื่อเสียงมากในเทศกาลนี้ ได้แก่ เพลง Silent Night, Holy Night โดยความเป็นมาของเพลงนี้คือ วันก่อนวันฉลองคริสต์มาส ของปี ค.ศ.1818คุณพ่อโจเซฟ โมห์ เจ้าอาวาสวัดที่โอเบิร์นดอฟ ประเทศออสเตรีย ได้ข่าวว่าออร์แกนในวัดเสีย ทำให้วงขับร้อง ไม่สามารถร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้คุณพ่อจึงตั้งใจ จะแต่งเพลงคริสต์มาสใหม่ หลังจากแต่งเสร็จก็เอาไปให้เพื่อนคนหนึ่งชื่อ ฟรานซ์ กรูเบอร์ที่อยู่หมู่บ้านใกล้เคียงใส่ทำนอง ในคืนวันที่ 24  นั้นเอง สัตบุรุษวัดนี้ก็ได้ฟังเพลง Silent Night เป็นครั้งแรก โดยการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้องซึ่งกลายเป็นเพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก
ขณะที่ เพลงคริสมาสต์ที่นิยมในปัจจุบัน  แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศเยอรมัน และประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่  
ของขวัญ...วันหรรษา การให้ของขวัญในวันคริสต์มาส เป็นธรรมเนียมเริ่มขึ้นจากชาวโรมที่เคยให้ของขวัญแก่เพื่อนในวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นผลไม้ ขนม หรือทองคำ  ต่อมาชาวอังกฤษถือ "วันกลอง"(วันที่ 26 ธันวาคม) เป็นวันที่ศิษยาภิบาลเคยเปิด "กลองทาน" ในโบสถ์และแจกเงินให้สมาชิกที่ยากจน จึงกลายเป็นสิ่งที่ชาวต้องให้ของขวัญแก่พวกคนใช้ และเจ้าหน้าที่ต่างๆในวันนั้นด้วย   


ในทวีปยุโรป เด็กๆ มัก จะเข้าใจว่า พระกุมารเยซูเป็นผู้นำของขวัญมาให้เขา  ขณะที่เด็กสหรัฐฯ  คิดว่าเป็น "ซานตาคลอส"
แต่แท้จริงแล้ว  พ่อแม่ต่างหากเล่าที่เป็นผู้นำมาให้  เจ้าหนูน้อย ด้อยเดียงสาทั้งหลายเอ๋ย...
ก่อนวันคริสต์มาส หรือคริสต์มาสอีฟ 24 ธันวาคม  เขาจะจัดงานแครอลลิ่ง  เด็กๆ จะไปร้องเพลงตามบ้านขณะที่เมื่อถึงคืนวันคริสต์มาส  ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ก็จะมารวมตัวกันที่โบสถ์เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น การแสดง ร้องเพลงและร่วมสังสรรค์ครื้นเครงสนุกสนาน ท่ามกลางบรรยากาศที่สุดจะแสนดี บาง     


สีประจำ...คริสต์มาส           สีแดง: เป็นสีของผลฮอลลี่ หรือซานตาครอส เป็นสีของเดือนธันวาคมที่แสดงถึงความตื่นเต้น และหากเป็นสัญลักษณ์ตามศาสนา สีแดงจะหมายถึง ไฟ,เลือด และความโอบอ้อมอารี          สีเขียว: เป็นสีของต้นไม้ สัญลักษณ์ของธรรมชาตืหมายถึงความอ่อนเยาว์และความหวังที่จะมีชีวิตเป็นนิรันดร์เปรียบได้กับว่าเทศกาลคริสต์มาสคือเทศกาลแห่งความหวัง          สีขาว: เป็นสีของหิมะ และเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา คือแสงสว่าง ความบริสุทธิ์ความสุข และความรุ่งเรือง สีขาวนี้จะปรากฎบนเสื้อคลุมนางฟ้า,เคราและชายเสื้อของซานตาครอส          สีทอง : เป็นสีของเทียนและดวงดาว เป็นสัญลักษณ์ของแสงอาทิตย์และความสว่างไสว   
***ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต


TOP

ขอบคุณคะ

TOP

จะถึงอีกปีแล้วนะ...

TOP

ฉลองเทศกาลแห่งความสุข เทศกาลคริสต์มาส ที่ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ กรุงเทพฯ สีลม


24 -25 ธันวาคม : ห้องอาหาร เดอะ บราสเซอรี่ โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ สีลม กรุงเทพฯ
เชิญฉลองค่ำคืนแห่งคริสต์มาสอีฟ และคืนวันคริสต์มาส อย่างเต็มรูปแบบ ด้วย
บุฟเฟ่ต์อาหารค่ำแบบกาล่าดินเนอร์ และอิ่มอร่อยกับขบวนเมนูพิเศษเพื่อการเฉลิมฉลอง
เทศกาลคริสต์มาสโดยเฉพาะ รวมถึงไก่งวงอบสอดไส้แบบดั้งเดิม คริสต์มาสพาย และพุดดิ้ง
ที่เป็นที่นิยมรับประทานกัน ในเทศกาลนี้ นอกจากนั้น ยังมีอาหารนานาชาติอื่น ๆอีกมากมาย
อาทิ อาหารญี่ปุ่น ประเภทซูชิ ซาชิมิ และเทปันยากิ อาหารอินเดียหลากหลาย
รวมถึงอาหารไทยจานเด็ดนานาชนิด และสำหรับท่านที่ต้องการเฉลิมฉลองในมื้อกลางวัน
เดอะ บราสเซอรี่ ก็ได้เตรียมบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวัน (พิเศษเฉพาะ วันที่ 25 ธันวาคม)
ไว้ให้ท่านได้อิ่มอร่อยด้วยเมนูหลากหลายทั้งเมนูอาหารพิเศษสำหรับเทศกาลคริสต์มาส
และอาหารนานาชาติ รวมถึงเมนูอาหารไทยอีกมากมายกว่า 50 ชนิด

วันที่ 24 ธันวาคม บุฟเฟ่ต์มื้อค่ำ ราคาท่านละ 999++ บาท สำหรับผู้ใหญ่ (อภินันทนาการ Sparkling wine 1 แก้ว)
และเด็กอายุไม่เกิน12 ปีราคาท่านละ 499 ++บาท วันที่ 25 ธันวาคม บุฟเฟ่ต์มื้อกลางวัน ราคาท่านละ 999++ บาท
สำหรับผู้ใหญ่ และเด็กอายุไม่เกิน12 ปี ราคาท่านละ 499 ++บาท
สำหรับบุฟเฟ่ต์มื้อค่ำราคาท่านละ 999++ บาท สำหรับผู้ใหญ่ และเด็กอายุไม่เกิน12 ปีราคาท่านละ 499++บาท

พร้อมด้วยกิจกรรมพิเศษต้อนรับเทศกาลคริสต์มาส ด้วยบทเพลงคริสต์มาสโดยคณะนักร้องประสานเสียง
และการมาเยือนของคุณลุงซานตาครอสผู้ใจดีที่จะนำของขวัญมาแจกเด็ก ๆ ทุกคนบริเวณล็อบบี้ โรงแรม
(วันที่ 24 ธ.ค มีสองรอบ เวลา 12.30 น. และ 18.30 น.และ วันที่ 25 ธ.ค. เวลา 12.30)


คำที่เกี่ยวข้อง : Christmas Day  เทศกาลคริสต์มาส  เทศกาลของขวัญ

TOP

เพิ่มหัวข้อใหม่